ร่วมงาน KICSS 2008 ที่ฮานอย
วันเสาร์ที่ 20 Dec 2008 ถึงวันอังคารที่ 23 Dec 2008 ได้มีโอกาสไปร่วมงาน KICSS 2008 ที่จัดขึ้นที่เมืองฮานอย เวียดนาม คราวนี้ไม่ต้องโดดเรียนแล้วแฮะ เพราะอาจารย์ก็ไปด้วย โชคดีไป
งานจริงๆเริ่มวันจันทร์ที่ 22 Dec 2008 แต่เนื่องจากพี่ๆใน KIND Lab อยากเที่ยวก่อน ตกลงกันยังไงไม่รู้สรุปไปกันตั้งแต่วันเสาร์ที่ 20 แถมไปเที่ยวบินที่ออกประมาณ 7 โมงเช้าอีกต่างหาก ทำให้วันนั้นต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ! เพื่อไปสนามบินให้ทัน ง่วงมาก
หลังจากที่บินถึงเวียดนามก็นั่งรถ Taxi เข้าเมือง อาหารมื้อแรกคือ สิ่งที่คนเวียดนามเรียกว่า “เฝอ” มีลักษณะคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวน้ำบ้านเรา แต่เส้นขาวๆแบนๆ คล้ายๆเส้นขนมจีน รสชาติจืดๆ ที่พักวันแรกไม่ได้จอง แต่ไปหาเอาที่นั่นกันเลย สรุปก็ได้ที่พักเป็นโรงแรม ขื่อ Lucky Hotel ห้องพักดูดี ถึงแม้จะมีคนบอกว่าเป็นโรงแรม 2 ดาว ตกดึกได้ไปดูการแสดงเชิดหุ่นกระบอกบนน้ำ ตอนที่หุ่นกระบอกออกมาเดินๆเต้นๆบนน้ำ จะไม่เห็นตัวคนเชิดเลย ทำเก่งดี แต่สุดท้ายตอนจบคนเชิดก็โผล่ออกมาให้เห็น ทำไมต้องออกมาด้วยก็ไม่รู้…
วันที่สองคือวันอาทิตย์ วันนี้ก็ไม่มีอะไร ตอนเช้าไปเดินซื้อของฝากกับพี่นัท แล้วประมาณเที่ยงก็ต้อง check out จาก Lucky Hotel เพื่อไปโรงแรมใหม่ที่จองไว้กับงาน KICSS 2008 โรงแรมใหม่นี้ชื่อ Cau Giay Hotel (อ่านว่า “เก่า ไส โฮเทล” มิใช่ คู่เกย์โฮเทล หรือ ชาวเกย์โฮเทล อย่างที่พี่ๆบางคนเรียกกันแต่แรกที่เห็นคำนี้) โรงแรมนี้อยู่ในเขต Cau Giay ซึ่งห่างไปจาก Lucky Hotel นี้ประมาณ 10 กว่ากิโล จึงต้องนั่ง Taxi ไปกัน
พอถึงโรงแรมก็ check in เข้าห้อง สภาพห้องก็ใช้ได้แต่รู้สึกว่าของ Lucky Hotel ดูดีกว่าทั้งๆที่โรงแรม Cau Giay นี่ 3 ดาวนะ ถึงตอนนี้เริ่มหิวแล้วทุกคนจึงเดินออกไปหาอะไรกินกันแถวๆโรงแรม ก็เดินกันมั่วไปเรื่อย ซักพักนึงเริ่มเหนื่อย จังหวะที่เหนื่อยและเซ็งกับการหาร้านข้าวไม่เจอนี้ พอดีมีเด็กชายเวียดนาม 2 คนเข้ามาโบกไม้โบกมือแล้วพูดภาษาเวียดนามที่พวกเราไม่อาจเข้าใจได้ แต่รู้ว่าเขากำลังชวนให้เข้าไปนั่งกินข้าวร้านเขา เนื่องจากเหนื่อยและเซ็งพวกเรา 4 คนจึงยอมตกลงเดินเข้าไป และแล้วความซวย+ความเซ็งยิ่งกว่าจึงเริ่มขึ้น….
ร้านเป็นร้านเล็กๆ มีที่ทำกับข้าวเล็กๆอยู่ด้านหน้า ประมาณเหมือนร้านตามสั่งบ้านเรา มีโต๊ะประมาณ 4-5 โต๊ะ นั่งกันเสร็จเด็กคนเดิมยื่นเมนูมาให้ แต่แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรเนื่องจากไม่มีรูปและมีแต่ภาษาเวียดนาม ซวยเลย… แล้วจะสั่งยังไง พูดกันไม่รู้เรื่องซักพักก็มีเด็กมาเพิ่มอีกประมาณ 3 คน ตอนนี้มีเด็กประมาณ 4 คนพยายามมาช่วยสื่อสาร แต่ทั้งหมดพูดเป็นเวียดนามหมดเลย ไม่รู้มาช่วยทำไม
ซักพักก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาช่วยพูด เข้าใจว่าเป็นแม่ แต่เขาก็พูดเวียดนามอีก ตอนนี้พวกเราเริ่มคุยกันว่าจะเปลี่ยนร้านมั้ย และแล้ว… ยังไงไม่รู้… ไม่เปลี่ยน ! จึงเริ่มใช้ภาษาใบ้สั่งอาหารกัน…
โชคดีที่พี่นัท print ภาษาเวียดนามอย่างง่ายมา จึงใช้วิธีชี้คำในใบ ประกอบกับทำท่าทาง ตอนแรกชี้คำว่าเนื้อวัว เขาก็ทำเหมือนจะเข้าใจ แล้วพี่ sea ก็พยายามต่อ ชี้คำว่า “ไก่” แล้วทำท่าผัดอาหารให้ดู เขาก็ทำท่าเข้าใจ เออ…แล้วเขาก็เดินไปทำอาหารให้เรา ตอนนี้ทุกคนจินตนาการกันไปว่าจะได้อะไรกลับมา… ซักพัก เด็กชายคนเดิมลากเก้าอี้ตัวที่ 5 มาวางข้างๆพวกเรา แล้วก็ยกหม้อข้าวทั้งหม้อมาว่าบนเก้าอี้ ! ทุกคนเริ่มมองหน้ากัน… แน่นอนข้างในเป็นข้าวเปล่าหุงสุกแล้ว แล้วเขาก็เอาชามเล็กๆมาวางหน้าทุกคน ตอนนี้จินตนาการว่าจะได้กิน “ข้าวผัด” หมดไปทันที รู้เลยว่าเขาคงจะทำกับมาให้พวกเรากินกับข้าวแน่นอน..
และแล้วเขาก็ยกกับข้าวมา 2 จาน จานนึงเป็นไก่ต้ม ! เนื้อไก่เหนียวมาก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆติดกระดูกทั้งหมด เหมือนเศษไก่ยังไงไม่รู้ อีกจานหนึ่งเป็นผักกวางตุ้งต้มเปล่าๆ จืดๆ เสร็จเลย.. ทุกคนกินไปเซ็งไปกับความไม่อร่อยเลย พอทวงเรื่องเนื้อวัวโดยชี้ไปที่คำว่าวัวอีกครั้ง เขาก็พูดไรไม่รู้ แต่ทุกคนเดากันได้ว่าหมายถึง “เปลี่ยนเป็นไก่แล้วไม่ใช่เหรอ” สรุปมื้อนั้นกินข้าวกับกับจืดๆสองอย่าง ตอนเก็บเงินเขาเอาคนละ 40000 ดอง ประมาณ 80 บาทไทย รวมทั้งโต๊ะก็ 320 บาทไทย แค่ข้าวกับกับจืดๆ 2 อย่าง ! เย็นวันนั้นเลยกินบะหมี่ถ้วยซะเลย ไม่รู้จะหาอะไรกินแล้ว
วันรุ่งขึ้น วันจันทร์ วันนี้เป็นวัน present ด้วยและเป็นวันแรกของงาน KICSS 2008 คนมาไม่เยอะอย่างที่คิดประมาณ 40-50 คน ตอนที่ตัวเอง present ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย แต่รู้สึกว่าตัวเองพูดเร็วและไม่รู้เรื่อง (เพราะมีคนถามน้อยเลยรู้สึกแบบนั้น) ตอนเย็นของวันนั้นมี Banquet ได้รู้ว่าคนญี่ปุ่นชอบกินเบียร์กัน นั่งๆกินข้าวอยู่ยังมี professor จากญี่ปุ่นเดินมาชนแก้วด้วย รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นตอนพักก็คือพัก ตอนงานก็คืองานจริงๆ
วันสุดท้ายของงานก็เหมือนเดิม คนก็มา present กันเรื่อยๆ แต่เราไม่ค่อยฟัง ดันแอบเอางานมาทำ (งานอาจารย์ Steve) เพราะเยอะมาก มีงานของอาจารย์ญี่ปุ่นท่านหนึ่ง (Professor Takeo Miguchi) ที่ประทับใจคือ เรื่อง Idea Marathon อาจารย์เขาต้องการกระตุ้นความคิดของคน เขาคิดค้นระบบเพื่อฝึกการคิดไอเดียใหม่ๆขึ้นมา การฝึกก็ไม่ยาก แค่พกสมุดเล่มหนึ่งอยู่ตลอดเวลา แล้วทุกๆวันให้เขียนไอเดียใหม่ๆที่เราคิดออกลงไป ไอเดียนี้จะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์อะไรก็ได้ คืออะไรก็ได้จริงๆที่มาจากหัวเรา โดยเขียนหมายเลขไอเดียและวันเวลาที่คิดออกลงไปด้วย ช่วงแรกๆอาจจะเขียนวันละ 1 ไอเดีย โดยเราต้องพยายามเพิ่มจำนวนไอเดียต่อวันเรื่อยๆ เมื่อทำได้สักระยะหนึ่ง ตัวเราจะเกิดนิสัยที่จะคิดสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา อาจารย์ Takeo ใช้วิธีนี้มา 20 กว่าปีแล้ว ปัจจุบันมีหนังสือเก็บไอเดียของเขาอยู่ 354 เล่ม มากกว่า 280000 ไอเดีย และเขายังคิดไอเดียใหม่ๆ 50 ไอเดียต่อวันด้วย เห็นเขาทำแบบนี้แล้วรู้สึกว่า สิ่งที่มีค่าของเขาไม่ใช่สิ่งของอะไรเลย แต่เป็นความคิด เขาให้ความสำคัญกับความคิดมาก อาจารย์ยังแนะให้สร้างกลุ่มของคนที่ใช้ Idea Marathon ขึ้นมาแล้วคุยกันเพื่อให้เกิด idea ใหม่และแหวกแนวมากขึ้นไปอีกด้วย
จบดื้อๆกันเลยละกัน รูปไป trip นี้สามารถดูได้ที่ http://picasaweb.google.com/wittawatj/KICSS2008
